อัฏฐกถาแห่งชีวกสุตต์

อัฏฐกถาแห่งชีวกสุตต์
คำว่า “เนื้อที่เห็นแล้ว” คือเห็นเขาฆ่าเนื้อหรือปลา แล้วนำมาเพื่อประโยชน์แก่ภิกษุ.ฯ คำว่า “เนื้อที่ได้ฟังแล้ว”. คือได้ฟังว่า เขาฆ่าเนื้อหรือปลาแล้ว นำมาเพื่อประโยชน์แก่ภิกษุ.ฯ คำว่า “เนื้อที่รังเกียจแล้ว” คือรังเกียจเพราะเห็น รังเกียจเพราะได้ยินหรือรังเกียจด้วยอย่างอื่น นอกจากได้เห็นหรือได้ยิน. การรังเกียจมี 3 อย่างเช่นนี้.ฯ พระสังคาหกาจารย์ทั้งปวงได้วินิจฉัยเรื่องการรังเกียจไว้ดังต่อไปนี้ :-
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นพวกมนุษย์ถือข่ายหรือแหออกจากบ้านแล้วเข้าป่าไป รุ่งขึ้นเธอเข้าไปบิณฑบาตในบ้าน พวกมนุษย์นำบิณฑบาตมีปลาและเนื้อมาถวาย เธอรังเกียจด้วยการเห็น (ตั้งแต่เมื่อวาน) นั้นว่า นี่เขาทำเพื่อประโยชน์แก่ภิกษุกระมังหนอ เช่นนี้เรียกว่ารังเกียจเพราะเห็น ไม่ควรบิณฑบาตนั้น ต่อไม่ได้เกิดการรังเกียจเช่นนี้ จึงควรรับ คือพวกมนุษย์ถามว่า ทำไมจึงไม่รับ บอกให้เขาฟังตามที่รังเกียจ เขาตอบว่า ไม่ใช่อย่างนั้นขอรับ เนื้อนี้เขาทำเพื่อประโยชน์ตนเอง หรือเพื่อพระราชาต่างหาก เช่นนี้ควรรับ.
ก็ถ้าภิกษุไม่เห็น แต่ได้ฟังเขากล่าวว่า ได้ยินว่าพวกมนุษย์ถือข่ายและแหเป็นต้น ออกจากบ้านเข้าป่าไปแล้วในวันนี้ รุ่งขึ้นเมื่อเธอเข้าไปบิณฑบาตในบ้าน เขานำบิณฑบาตมีปลาและเนื้อมาถวาย เธอเกิดความรังเกียจด้วยการฟัง (ตั้งแต่เมื่อวาน) นั้นว่า นี่เขาทำเพื่อประโยชน์แก่ภิกษุกระมังหนอ? เช่นนี้เรียกว่ารังเกียจเพราะได้ฟัง ไม่ควรรับ. ไม่ได้เกิดการรังเกียจอย่างนี้ จึงควรรับคือถ้าพวกมนุษย์ถามว่า ทำไมจึงไม่รับ ก็บอกให้เขาฟัง เขาตอบว่า ไม่ใช่เช่นนั้น เนื้อนี้เขาทำเพื่อประโยชน์ตนเองหรือเพื่อพระราชาต่างหาก เช่นนี้ควรรับ
ถ้าภิกษุไม่ได้เห็น และทั้งไม่ได้ยิน แต่เมื่อเข้าไปบิณฑบาตในบ้าน ชาวบ้านรับเอาบาตรไปแล้ว มีปลาและเนื้อนำมาถวาย เธอเกิดการรังเกียจ (เพราะระแวงในท่าทางบางอย่าง) ว่าเนื้อนี้เขาทำเพื่อภิกษุกระมังหนอ? เช่นนี้ไม่ควรรับ ไม่ได้เกิดความรังเกียจจึงควรรับ คือพวกมนุษย์ถามว่า ทำไมจึงไม่รับ ก็บอกให้เขาฟัง. เขาตอบว่า เนื้อนี้ทำเพื่อประโยชน์ตนเอง หรือเพื่อพระราชา หรือเป็นเนื้อมีขายอยู่ตามธรรมดา พวกเราได้มาโดยทางที่ควรแล้ว จึงปรุงขึ้นต่างหาก เช่นนี้ควรรับ.
ในการทำบุญของชาวบ้านทั้งหลาย เช่นการทำบุญให้ผู้ตายหรือการมงคลต่าง ๆ ก็ตาม มีนัยจะต้องถืออย่างเดียวกัน
เนื้อที่เขาไม่ได้เจาะจงภิกษุ และภิกษุก็ไม่ได้นึกรังเกียจระแวง เนื้อนั้นควรรับ. ถ้าเขาทำเจาะจงภิกษุในวิหารแห่งหนึ่งเธอไม่รู้ และพวกที่อยู่ในวิหารอื่นรู้ พวกที่รู้ย่อมไม่ควร พวกที่ไม่รู้ไม่เป็นไร ถ้ารู้ทั้งสองพวกก็ไม่ควรด้วยกันทั้งสองพวก ไม่รู้ด้วยกันทั้งสองพวก ก็ไม่เป็นไรด้วยกันทั้งสองพวก. บรรดาสหธัมมิก 5 พวก (คือ ภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สิกขมานา สามเณรี) นี้ แม้เขาทำเจาะจงพวกใดพวกหนึ่ง ก็ไม่ควรรับทั้งห้าพวก
ถ้าเขาฆ่าสัตว์เจาะจงถวายภิกษุรูปหนึ่ง ถวายไปเต็มบาตร เธอก็รู้อยู่ รับแล้วนำไปให้ภิกษุอื่น ภิกษุนั้นบริโภคเพราะไว้ใจเธอ (ว่าคงเป็นของบริสุทธิ์) ถามว่า รูปไหนต้องอาบัติในเรื่องนี้ ตอบว่าไม่ต้องอาบัติ (เพราะฉันเนื้อที่เขาฆ่าเจาะจง) ด้วยกันทั้งสอง รูปแรกเป็นเพราะเธอไม่ได้ฉัน รูปหลังเป็นเพราะเธอไม่รู้.
ในการรับเนื้อที่สมควรย่อมไม่ต้องอาบัติ ไม่รู้ว่าเขาทำเจาะจงตน ต่อฉันแล้วจึงรู้ภายหลัง ก็ไม่ต้องแสดงอาบัติ เว้นไว้แต่เนื้อที่ไม่สมควร (10 อย่าง) ซึ่งแม้ฉันทั้งไม่รู้ก็ต้องอาบัติ เพราะเหตุนั้น ภิกษุที่กลัวอาบัติกำหนดเหตุการณ์อยู่ ควรถามดูเสียก่อนแล้วจึงรับมาฉัน ควรถามในเวลาก่อนบริโภค หรือเวลารับ เพราะเหตุไร? เพราะว่าเนื้อทั้งหลายรู้ได้ยากเนื้อหมีก็ดูคล้ายเนื้อสุกร เนื้อเสือเหลืองเป็นต้น ก็คล้ายเนื้อกวาง ท่านจึงกล่าวไว้ว่า ถามเสียก่อนแล้วจึงรับนั่นแหละสมควร
ส่วนเนื้อที่ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้รังเกียจ (พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามกับที่ว่ามาแล้ว) คำที่ตรัสว่า “เรากล่าวว่าการบริโภคชนิดนั้นสมควร นั้นหมายความว่า บริสุทธิ์โดยส่วนทั้งสามที่กล่าวแล้ว จริงทีเดียว การบริโภคของเธอนั้นบริสุทธิ์เหมือนกับการบริโภคผักหญ้าชนิดที่ใช้เป็นกับข้าวได้ อันเกิดอยู่ตามป่าเหมือนกัน อธิบายว่า เมื่อภิกษุผู้มีเมตตาเป็นวิหารธรรมบริโภคอยู่นั้น โทษหรือคำติเตียนย่อมไม่มีแก่เธอ เหตุนั้นจึงกล่าวว่า วัตถุที่บริสุทธิ์เช่นนั้นควรบริโภคแท้”
จบความในอัฏฐกถาตอนบริโภคเนื้อเจาะจง เพียงเท่านี้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s