พุทธศาสนสุภาษิต

อิจฺฉา นรํ ปริกสฺสติ อ่านว่า = อิจฉา นะรัง ปริกัสสะติ 
แปลว่า = ความอยาก ย่อมชักพาคนให้เป็นไปต่างๆ 
อธิบายเพิ่มเติม ตัณหา แปลว่า ความอยาก ได้แก่ ๑.กามตัณหา ๒.ภาวะตัณหาและ ๓. วิภาวะตัณหา ความหมายว่า ๑.อยากในกาม ๒.อยากมีอยากเป็น ๓. ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น
ตัณหาทั้ง ๓ หรือ ความอยากทั้ง ๓ ประการนี้แหละ ทำให้คนเราต้องขาดสติอยู่ร่ำไป เพราะตัณหาทั้ง ๓ นี้ เป็นไปด้วยอำนาจของกิเลส(ความเศร้าหมองแห่งจิต) จะคอยบังคับเราให้ทำตามที่มันอยากจะเป็น เช่น อยากไปเล่นการพนัน อยากไปดื่มสุราของมึนเมา อยากไปเที่ยวกลางคืนดังนี้เป็นต้น แต่ถ้าหากว่า คนเรามีสติสัมปชัญญะแล้วไซร้ กิเลสก็จะไม่สามารถคอยบังคับเราได้ ตรงกันข้ามเราต่างหากที่จะบังคับมัน ทั้งนี้เราก็ต้องมีการฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อยังสติให้เกิดขึ้น และนำสติสัมปชัญญะนั้นมาใช้ในชีวิตประจำวัน จะได้ไม่ตกเป็นทาสของกิเลสแล

BACK TO TOP OF PAGE

 

Advertisements

พุทธศาสนสุภาษิต

หนฺติ กุทฺโธ สมาตรํ อ่านว่า = หันติ กุทโธ สะมาตะรัง
แปลว่า = คนโกรธ ฆ่าได้แม้มารดาตน

อธิบายเพิ่มเติม ความอาฆาต ความพยาบาท ความไม่พอใจ ความไม่ชอบใจ ความไม่ชอบขี้หน้าซึ่งกันและกัน ความไม่ศรัทธา ความไม่เคารพนับถือดังนี้เป็นต้น เหล่านี้เป็นที่มาของความโกรธ ความแค้นเคือง ต้องการที่จะแก้แคน จะเอาผิดให้ได้ ทำลายคนอื่นด้วยความโกรธ ความแค้นเคือง คนพวกนี้ เห็นคนอื่นดีไม่ได้ และถ้าคนอื่นได้แล้วไม่ดี เขาจะต้องหาวิธีที่จะทำร้ายให้ได้ ขนาดมารดาของตนยังฆ่าได้ นับประสาอะไรเล่ากับคนอื่นๆ ฉะนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า คนพวกนี้ ขณะยังมีชีวิตอยู่ เขายังร้อนรนกระวนกระวายขนาดนี้ และเมื่อตายไปแล้ว เขาจะต้องไปตกสู่อบาย มีนรกเป็นต้น

วิธีแก้สำหรับคนที่เขาโกรธเราอยู่ แต่เราก็ไม่โกรธตอบ บุคคลนั้นเปรียบเสมือน เขาขว้างมุมมะแลงออกไปแล้ว ไม่มีอะไรเกาะเกี่ยวมุมมะแลงนั้นเอาไว้ สุดท้ายมุมมะแลงนั้นก็กลับไปหาที่เขา ฉันใด คนที่โกรธคนอื่น แล้วคนอื่นไม่โกรธตอบ ความโกรธนั้นก็ทำบุคคลที่โกรธนั้นให้เดือดร้อนเองในภายหลังฉันนั้นเหมือนกัน

BACK TO TOP OF PAGE

พุทธศาสนสุภาษิต

กุทโธ ธมฺมํ น ปสฺสติ อ่านว่า = กุทโธ ธัมมัง นะ ปัสสะติ
แปลว่า = คนโกรธ ย่อมมองไม่เห็นธรรม

อธิบายเพิ่มเติม ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นรากเหง้าของบาปอกุศลทั้งปวง ยากนักที่กำจัดให้ขาด แต่เราก็สามารถที่จะบรรเทาเบาบางให้ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ได้ ด้วยการฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ตามแนวสติปัฏฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต และธรรม หมายความว่า ด้วยการมีสติสัมปชัญญะ ตามระลึกรู้อยู่ตลอดเวลาทุกๆ อิริยบถ ไม่ว่า จะยืน เดิน นั่ง นอน หรือแม่กระทั่งอิริยาบถย่อยด้วยการกำหนดสติ

วิธีกำจัดหรือบรรเทาความโกรธได้ ด้วยการแผ่เมตตาให้แก่บุคคลที่เราโกรธ จนกระทั่งแผ่เมตตาให้ตัวเอง และให้เห็นความที่เราโกรธ โกรธทำไม โกรธเพราะอะไร ทำไมจึงโกรธ เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้ว ในที่สุดความโกรธนั้นก็จะบรรเทาเบาบาง จางหายไปในที่สุดแล

BACK TO TOP OF PAGE

พุทธศาสนสุภาษิต

โยนิโส วิจิเน ธมฺมํ อ่านว่า = โยนิโส วิจิเน ธัมมัง 
แปลว่า = พึงพินิจ พิจารณาโดยรอบคอบ 
อธิบายเพิ่มเติม ธรรมะ คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ได้เรียนรู้จากธรรมชาติ และพระองค์ได้ตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้า แล้วนำธรรมะเหล่านั้น มาสั่งสอนแก่พวกเราทั้งหลาย ให้ประพฤติปฎิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ เช่น คนที่ประมาทเปรียบเสมือนคนที่ตายแล้ว เพราะผู้ที่ตายแล้วทำประโยชน์อะไรก็ไม่ได้ จึงเหมือนกับคนที่ประมาทดังนี้เป็นต้น ฉะนั้นคำสั่งสอนที่ว่า “พึงพินิจ พิจารณาโดยรอบครอบ” น่าจะหมายเอาว่า เวลาที่เราจะทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร จะต้องให้ถี่ถ้วนหลายๆ ครั้ง เช่นถ้าจะทำความไม่ดีหรือความชั่ว จะต้องคิดแล้วคิดอีก หลายๆ ครั้ง แต่ถ้าทำความดีละก้อ ก็คิดเหมือนกัน แต่ไม่น่าจะคิดนานและคิดมาก เพราะสิ่งที่ทำนั้นเป็นเรื่องที่ดี ในที่นี้น่าจะหมายถึงการมีสติ-สัมปชัญญะ ทุกๆ ครั้งที่ทำ จึงจะเป็นสิ่งที่ดีแล

BACK TO TOP OF PAGE

พุทธศาสนสุภาษิต

น สาธุ อนิสมฺมการี อ่านว่า = นะ สาธุ อะนิสัมมะการี
แปลว่า = ทำการโดยไม่ใคร่ครวญก่อน ไม่ดี

อธิบายเพิ่มเติม สติเป็นสิ่งสำคัญของทุกคน เราจะทำอะไร อยู่ในอิริยาบถอะไรก็จะต้องมีสติอยู่ทุกขณะทุกเวลา นั้นก็หมายความว่าเมื่อเรามีสติอยู่แล้วก็ชื่อว่าเราได้ใคร่ครวญก่อนจะทำตลอดเวลาเช่นกัน ฉะนั้นแล้ว ไม่ว่าจะคิด จะพูด จะทำ ก็จงใคร่ครวญเถิดแล้วจึงกระทำดีนักแล

BACK TO TOP OF PAGE

พุทธศาสนสุภาษิต

กาลคตญฺจ น หาเปติ อตฺถํ อ่านว่า = กาละคะตันจะ นะ หาเปติ อัดถัง
แปลว่า = คนขยัน ย่อมไม่ให้ประโยชน์ที่มาถึงแล้วผ่านไปเปล่า

อธิบายเพิ่มเติม จะเห็นได้ว่า พุทธภาษิตนี้ บ่งบอกว่า กาลเวลานั้นมีค่าอย่างยิ่งนัก ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษา ก็จงรีบขวนขวายใฝ่ศึกษาหาความรู้ใส่ตนให้มากๆ อย่ามัวเที่ยวเล่นประเดี๋ยวจะเสียเวลา ถ้าเป็นพ่อค้า แม่เรือนก็ไม่ควรที่จะขี้เกียจเอาใจใส่การงานให้เรียบร้อยและดีงาม ไม่ว่าจะมีอาชีพหรือหน้าที่อะไรๆ ก็ตามก็ควรทำหน้าที่อันนั้นของตนๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และมีคุณภาพ จะได้สอดคล้องกับกาลเวลาดังที่กล่าวมานี้แล

BACK TO TOP OF PAGE